Home
พลังงานเล็งปรับขึ้น'แอลพีจี'รีดภาคอุต-ตรึงราคาครัวเรือน Print
Thursday, 29 July 2010 05:49

          พลังงาน สั่ง "สนพ." เร่งศึกษาปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หวังนำเงินอุดหนุนจ่ายภาระนำเข้าแอลพีจีแทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโอดแบกภาระหลังแอ่นเดือนละพันล้านยันตรึงราคาภาคครัวเรือน ไม่ทำให้ปชช.เดือดร้อน
          เมื่อวันที่ 28 ก.ค.53 นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งศึกษาการปรับโครงสร้างก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยเฉพาะจะตรึงหรือปรับราคาก๊าซครัวเรือนเพียงเล็กน้อยได้หรือไม่ และปรับราคาก๊าซสำหรับภาคอุตสาหกรรม-ปิโตรเคมี เพื่อนำเงินส่วนที่ปรับขึ้นส่วนนี้ไปใช้สำหรับอุดหนุนจ่ายภาระการนำเข้าแอลพีจี แทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

          "ได้ให้สนพ.นำผลการศึกษาของนายพรายพลคุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปศึกษาที่เสนอให้ทยอยปรับราคาทุกประเภท แต่ให้อุดหนุนภาคครัวเรือนที่รายได้ต่ำโดยให้พิจารณาจากฐานค่าไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายที่ไม่ต้องการให้ภาคครัวเรือนเดือดร้อนที่มีกว่า 10 ล้านครัวเรือนนอกจากนี้ ก๊าซแอลพีจีกว่าครึ่งมาจากก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรของประชาชนจึงควรจะต้องบริหาร ดูแลประชาชนให้ได้ประโยชน์จากส่วนนี้เช่นกัน"
          รมว.พลังงาน กล่าวต่อว่า ขณะนี้ยังไม่รู้ผลศึกษาจะออกมาเป็นอย่างไร แต่หลักคิดคือไม่ควรจะทำให้ภาคครัวเรือนเดือดร้อน จึงอาจจะดูว่าตรึงราคาส่วนนี้ได้หรือไม่แล้วขึ้นราคาภาคอุตสาหกรรมและปิโตรเคมีแทน เพื่อนำเงินมาจ่ายแทนกองทุนน้ำมัน ที่ขณะนี้มีภาระจ่ายประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน จากยอดนำเข้ากว่า 100,000 ตันต่อเดือน
          ทั้งนี้ รัฐบาลได้สั่งตรึงราคาแอลพีจีไว้ที่ระดับ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ไปถึงเดือน ก.พ.54 โดยปัจจุบันการใช้แอลพีจีแบ่งออกเป็น 4 ภาคหลักๆ ได้แก่ ครัวเรือนขนส่ง อุตสาหกรรมและปิโตรเคมี ซึ่งจากการตรึงราคา ทำให้เกิดการบิดเบือน ส่งผลให้การใช้ภาคขนส่งและอุตสาหกรรมปรับสูงขึ้นมาก เพราะเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นแอลพีจี
          นพ.วรรณรัตน์ กล่าวอีกว่า ในขณะที่การลักลอบนำไปใช้จากประเทศเพื่อนบ้านได้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยภาระการตรึงราคานั้น ผู้ที่รับภาระคือ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกที่รัฐสั่งตรึงราคาหน้าโรงงานที่ 333 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน ในขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 600-900 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันทำให้มีภาระประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท และกองทุนน้ำมันซึ่งเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเป็นผู้จ่ายส่วนต่างของราคานำเข้าและราคาในประเทศที่ปีนี้จะมีภาระจ่ายกว่า 10,000 ล้านบาท--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

 


ราคาแอลพีจีเข้าทาง"วัวพันหลัก"รัฐจ่ายเดือนละ1,000ล้านถึงกุมภา'54

          นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยว่า ในขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)เร่งศึกษาการปรับโครงสร้างก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยเฉพาะจะตรึงหรือปรับราคาก๊าซครัวเรือนเพียงเล็กน้อยได้หรือไม่ และปรับราคาก๊าซสำหรับภาคอุตสาหกรรม-ปิโตรเคมี  เพื่อนำเงินส่วนที่ปรับขึ้นส่วนนี้ไปใช้สำหรับอุดหนุนจ่ายภาระการนำเข้าแอลพีจี แทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
          นายแพทย์วรรณรัตน์  กล่าวว่า  ได้ให้ สนพ.นำผลการศึกษาของนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปศึกษาร่วมด้วยที่เสนอให้ทยอยปรับราคาทุกประเภท แต่ให้อุดหนุนภาคครัวเรือนที่รายได้ต่ำโดยให้พิจารณาจากฐานค่าไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายที่ไม่ต้องการให้ภาคครัวเรือนเดือดร้อน ซี่งมีกว่า 10 ล้านครัวเรือน นอกจากนี้ ก๊าซแอลพีจีกว่าครึ่งก็มาจากก๊าซในอ่าวไทยซึ่งเป็นทรัพยากรของประชาชน จึงควรจะต้องบริหาร ดูแลประชาชนให้ได้ประโยชน์จากส่วนนี้เช่นกัน
          "ในขณะนี้ยังไม่รู้ผลศึกษาจะออกมาเป็นอย่างไร แต่หลักคิดคือไม่ควรจะทำให้ภาคครัวเรือนเดือดร้อน จึงอาจจะดูว่าตรึงราคาส่วนนี้ได้หรือไม่แล้วขึ้นราคาภาคอุตฯ-ปิโตรเคมีแทน เพื่อนำเงินมาจ่ายแทนกองทุนน้ำมันฯที่ขณะนี้มีภาระจ่ายประมาณ 1,000  ล้านบาท/เดือน จากยอดนำเข้ากว่า100,000 ตัน/เดือน" นายแพทย์วรรณรัตน์ กล่าว
          รมว.พลังงาน  ยังกล่าวด้วยว่า วันพรุ่งนี้จะแถลงข่าวเรื่องการลงนามซื้อขายแหล่งปิโตรเลียม เอ็ม 9 จากพม่า โดยจะลงนามที่สหภาพพม่าในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  รัฐบาลได้สั่งตรึงราคาแอลพีจีไปถึงเดือนกุมภาพันธ์  2554 โดยปัจจุบันการใช้แอลพีจี แบ่งออกเป็น 4 ภาคหลักๆ ได้แก่ ครัวเรือน  ขนส่ง  อุตสาหกรรมและปิโตรเคมี  ซึ่งจากการตรึงราคา ทำให้เกิดการบิดเบือน ส่งผลให้การใช้ภาคขนส่ง-อุตสาหกรรมปรับสูงขึ้นมาก เพราะเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นแอลพีจี ในขณะที่การลักลอบนำไปใช้จากประเทศเพื่อนบ้านก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย โดยภาระการตรึงราคานั้น ผู้ที่รับภาระคือ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกที่รัฐสั่งตรึงราคาหน้าโรงงานที่ 333 ดอลลาร์/ตัน ในขณะที่ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 600-900 ดอลลาร์/ตัน ทำให้มีภาระประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท และกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเป็นผู้จ่ายส่วนต่างของราคานำเข้าและราคาในประเทศที่ปีนี้จะมีภาระจ่ายกว่า 10,000 ล้านบาท--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

 

Last Updated ( Thursday, 29 July 2010 05:50 )