Home
ร.ฟ.ท.เล็งดึง4องค์กรร่วมทุนไฮสปีดเทรน Print
Sunday, 03 June 2012 05:58
          ร.ฟ.ท.เร่งสปีดโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ร่างทีโออาร์จ้างที่ปรึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด พร้อมผุดไอเดียดึง 4 รัฐวิสาหกิจชั้นนำ รถไฟไปรษณีย์-ไฟฟ้า-ปตท. ลงขันตั้งบริษัทรับบริหารรถไฟความเร็วสูง
          นายภากรณ์ ตั้งเจตสกาว รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.)เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงต้องเกิดขึ้นแน่ๆ เร็วที่สุด6-7 ปีล่าสุดได้รับงบศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดประจำปี2555 เรียบร้อยแล้ว เส้นทางละ 150- 200 ล้านบาท โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการ 3 เส้นทางคือ1.กรุงเทพฯ-เชียงใหม่(ช่วงแรกดำเนินการกรุงเทพฯ-พิษณุโลก)2.กรุงเทพฯ-หนองคาย (ช่วงแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) และ3.กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์(ช่วงแรกดำเนินการกรุงเทพฯหัวหิน) ส่วนช่วงกรุงเทพฯ-ระยอง ให้การร.ฟ.ท.ดำเนินการเนื่องจากเป็นส่วนต่อขยายแอร์พอร์ตลิงค์
          "การรถไฟฯควรได้รับสิทธิ์ในโครงการนี้เพราะเป็นการใช้พื้นที่ของการรถไฟฯหรืออาจตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาร่วมบริหารจัดการแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ว่ารัฐบาลจะให้ใครควบคุมดูแลและบริหารจัดการ ในเบื้องต้นทราบว่ามีผู้พยายามนำ 4 หน่วยงานคือ1.การรถไฟฯ2.บริษัทไปรษณีย์ไทยฯ 3.การไฟฟ้าและ 4.บริษัทปตท. จำกัด(มหาชน) ที่มีงบประมาณและเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ระบบไฟฟ้าและพลังงานที่จำเป็นต้องใช้งานในโครงการนี้มาร่วมลงทุนในรูปแบบที่รัฐบาลเห็นสมควร" นายภากรณ์ กล่าวและว่า
          ล่าสุดได้เร่งจัดทำร่างทีโออาร์เพื่อว่าจ้างให้ศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบรายละเอียด คาดต้องใช้ระยะเวลาประมาณ7-8เดือนหลังจากนั้นจะทราบผลกรณีความเหมาะสมด้านการเงินและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจตลอดจนการตั้งงบประมาณการเวนคืน งบเพื่อการ ก่อสร้างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเห็นชอบต่อไป
          "ไฮสปีดเทรนโดยกระบวนการรัฐน่าจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ให้เอกชนเดินรถ แล้วให้บริษัทรถไฟฟ้าร.ฟ.ท.จำกัด ที่บริหารแอร์พอร์ตลิงค์เป็นผู้บริหารจัดการโครงการเพราะเป็นการสร้างเสริมองค์ความรู้ให้กับบุคลากรคนไทยที่ในอนาคตจะต้องควบคุมและบริหารจัดการเองทั้งระบบ โดยช่วงแรกๆ อาจจะต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเช่นเดียวกับการเดินรถและบริหารจัดการแอร์พอร์ตลิงค์ในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง"
          ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จากการที่คณะทำงานฝ่ายไทยและจีนลงพื้นที่ตรวจสอบแนวเส้นทางสายเหนือไปเมื่อเร็วๆ นี้พบว่ามีปัญหาน่าหนักใจหลายๆจุดเนื่องจากแนวเส้นทางปัจจุบันมีช่วงโค้งจำนวนมากจึงต้องปรับแนวเส้นทางให้ตรงซึ่งต้องผ่านพื้นที่สำคัญๆหลายแห่ง
          "ช่วงกรุงเทพฯ-อยุธยา-นครสวรรค์ส่วนใหญ่เป็นแนวพื้นราบ แต่ต้องสร้างทางยกระดับหลายแห่งด้วยกันแต่ที่หนักใจคือช่วงพิษณุโลกที่จะผ่านสนามบินทหารจึงต้องอาจมีการปรับแนวให้พ้นจากเรื่องความปลอดภัยให้มากที่สุด ส่วนช่วงแพร่เชียงใหม่มีผ่านภูเขาหลายแห่งต้องสร้างทางยกระดับแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าการก่อสร้างจะล่าช้าเพราะเทคโนโลยีปัจจุบันทันสมัยมากขึ้นแล้วแต่ที่ยังมีลุ้นคือช่วงบางซื่อระยองที่การรถไฟฯน่าจะสร้างได้เร็วกว่าเพราะขณะนี้กระบวนการต่างๆและแนวเส้นทางมีปัญหาน้อยที่สุด ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะอนุมัติรูปแบบการลงทุนแบบใดเท่านั้น"
          ส่วนความคืบหน้าล่าสุดในวันที่ 9-10 มิถุนายนนี้ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะนำทีมคณะกรรมการในโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงฝ่ายไทยระดับรัฐบาลไปเยือนประเทศจีนเพื่อหารือและรายงานความคืบหน้ากับคณะกรรมการฝ่ายจีน หลังจากนี้คาดว่าจะเป็นแนวทางการพัฒนาโครงการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 3 - 6 มิ.ย. 2555--