| คอลัมน์: รายงาน: ชำแหละโครงสร้างราคาพลังงาน ผลศึกษาชี้ชัด ไทยยังบิดเบือนนักวิชาการกระทุ้งต้องเก็บภาษีเพิ่ม |
|
| Saturday, 19 May 2012 05:52 | ||||
|
ทุกวันนี้คงมีหลายฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงานในบ้านเราว่ามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหนเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆซึ่งมีผลการศึกษาหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มยังไม่สะท้อนต้นทุนตามความเป็นจริงมากนัก หรือมีการบิดเบือนโครงสร้างราคาพอสมควร
โดยมีการหยิบยกข้อบกพร่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันไปอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีมากเกินไป ทำให้ราคาขายปลีกแอลพีจีต่ำจนก่อให้เกิดการใช้ที่ไม่ประหยัดและเป็นการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่มีประสิทธิภาพในสาขาภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ทำให้ต้องนำเข้าแอลพีจีจากต่างประเทศมากขึ้นตามความต้องการใช้และส่งผลต่อฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องใช้เงินในการชดเชยส่วนต่างราคาค่อนข้างมาก อีกทั้ง ความแตกต่างของราคาขายปลีกระหว่างผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดต่างๆเช่นน้ำมันดีเซลกับน้ำมันเบนซินและระหว่างน้ำมันเบนซินกับก๊าซหุงต้มยังห่างกันมากเกินไป ทำให้มีการใช้น้ำมันที่มีราคาถูกกว่าเพื่อทดแทนน้ำมันที่มีราคาแพงในอัตราที่มากเกินไป ส่งผลให้การใช้น้ำมันไม่สอดคล้องกับการกลั่นน้ำมันในประเทศ ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซลขณะที่น้ำมันเบนซินเหลือต้องส่งออกต่างประเทศ ขณะเดียวกันราคาขายปลีกระหว่างน้ำมันเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ กลับมีความแตกต่างราคาที่น้อยเกินไป ทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มมากขึ้น เพราะส่วนต่างราคาที่เป็นอยู่ไม่จูงใจให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้นเท่าที่ควรถือเป็นการไม่ส่งเสริมการใช้กำลังการผลิตเอทานอลที่มีอยู่ในประเทศอย่างเต็มที่ ต้องเก็บภาษีจากปัจจัยอื่นเพิ่ม ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินการศึกษาโครงสร้างราคาพลังงาน ได้สะท้อนให้เห็นว่าเวลานี้โครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกที่เป็นอยู่ ยังมีความไม่เหมาะสมหลายประการหากจะให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ โครงสร้างการเก็บภาษีของน้ำมันปัจจุบันจะต้องมีการคำนึงถึงต้นทุนทางด้านมลพิษที่ปล่อยออกมาต้นทุนการสร้างถนนต้นทุนการจราจรแออัดและต้นทุนจากอุบัติเหตุซึ่งหากรวมต้นทุนต่างๆนี้เข้าไปแล้วก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นจากปัจจุบันโดยผลการศึกษาพบว่า หากมีการจัดเก็บจากผู้ใช้รถยนต์ เพื่อบำรุงรักษาถนนจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 0.94 บาทต่อลิตร ส่วนต้นทุนจากการจราจรแออัดจะเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 9.15 ของราคาหน้าโรงกลั่น ต้นทุนจากการปล่อยมลพิษจะอยู่ที่ประมาณ 0.81-1.51 บาทต่อลิตรขณะที่ต้นทุนจากอุบัติเหตุ จะอยู่ที่ 2.36 บาทต่อลิตร เป็นต้น นอกจากนี้ อาจจะจำเป็นต้องปรับค่าการตลาดให้กับผู้ค้าน้ำมันใหม่ จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ประมาณ1.50 บาทต่อลิตร(ยกเว้นเบนซิน95 ปัจจุบันอยู่ที่5-6 ต่อลิตร) ควรจะปรับเพิ่มเป็นอย่างน้อย 1.80 บาทต่อลิตร เนื่องจากปัจจุบันค่าก่อสร้างสถานีบริการ ค่าแรงงานค่าเช่าที่ดิน และอื่นๆมีราคาสูงขึ้นหากยังคงกำหนดในอัตราเดิมจะทำให้ผู้ค้าน้ำมันไปไม่รอด และอาจต้องถอนการลงทุน และจะเหลือเพียงบริษัทคนไทยเท่านั้น ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันเท่าที่ควร ถ่างเบนซิน-แก๊สโซฮอล์เพิ่ม ที่สำคัญการที่รัฐบาลพยายามจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้นผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า หากรักษาส่วนต่างของราคาเบนซิน 91 สูงกว่าแก๊สโซฮอล์ไม่น้อยกว่า 5-6 บาทต่อลิตร ซึ่งปัจจุบันต่างกันอยู่ที่ 5.17 บาทต่อลิตร และราคาเบนซิน91ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์95ไม่น้อยกว่า3บาทต่อลิตร ซึ่งปัจจุบันต่างกันที่3.42บาทต่อลิตรรวมถึงราคาแก๊สโซฮอล์95ควรสูงกว่าราคาแก๊สโซฮอล์91ประมาณ2-3บาทต่อลิตรปัจจุบันต่างกันที่1.75บาทต่อลิตรจะเป็นการช่วยให้มีสัดส่วนการใช้เบนซิน91 อยู่ในระดับไม่เกิน40%ของการใช้น้ำมันในกลุ่มเบนซินทั้งหมดและสัดส่วนการใช้แก๊สโซฮอล์95และแก๊สโซฮอล์91จะอยู่ในระดับประมาณ35%และ25%ตามลำดับได้โดยส่วนต่างของราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์เหล่านี้น่าจะทำให้ผู้ใช้เริ่มหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ทดแทนเบนซิน91มากขึ้นเรื่อยๆจนกว่าจะมีการยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน91ในเดือนตุลาคมปีนี้ ในขณะที่การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ค่อนข้างต่ำทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลจำนวนมากหากต้องการให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้รถยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์รัฐบาลควรจะให้ราคาแก๊สโซฮอล์95สูงกว่าราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 3-4 บาท ดังนั้นการอุดหนุนและชดเชยราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันควรจะทำสำหรับเฉพาะบางผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเท่านั้นและสำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันแพงและไม่สามารถปรับตัวระยะสั้นได้ แต่ควรใช้มาตรการช่วยเหลือแบบชั่วคราวเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แอลพีจีต้องลอยตัวสะท้อนราคา ส่วนก๊าซหุงต้มนั้นราคาขายปลีกถูกควบคุมมาตลอดเป็นเหตุจูงใจให้ผู้ใช้รถยนต์หันมาใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์มากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวควรปล่อยให้มีการลอยตัวขึ้นไป ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างของน้ำมันและก๊าซหุงต้มลดลงมากจนทำให้ไม่คุ้มที่จะไปลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้ก๊าซหุงต้มในรถยนต์ซึ่งปัจจุบันมีการตรึงราคาไว้ที่333 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันถือเป็นราคาที่ต่ำเกินไปหากภาครัฐจะปล่อยลอยตัวราคาแอลพีจี ควรจะนำราคาหน้าโรงกลั่นราคาหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และราคานำเข้าแอลพีจีมาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการผลิตเพื่อให้ได้ราคาฐานที่สะท้อนถึงต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในตลาดของไทยอย่างแท้จริง และราคาแอลพีจีที่ปรับขึ้นไป ก็ควรจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการชดเชยราคาให้ ไม่ว่าจะในรูปแบบเงินสด หรือคูปองที่คาดว่าจะมีประมาณ 10 ล้านครัวเรือน ศ.ดร.พรายพล กล่าวว่า ผลการศึกษาดังกล่าวได้นำเสนอสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)ไปแล้วส่วนจะมีการนำไปใช้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของภาครัฐว่าจะเลือกแนวทางไหนเพื่อให้โครงสร้างราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงและคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์มากที่สุด -จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 20 - 23 พ.ค. 2555--
|
||||


