| สัญญาบีทีเอส |
|
| Tuesday, 15 May 2012 09:27 | ||||
|
คอลัมน์ที่ 13 รถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นระบบขนส่งมวลชนดำเนินการแยกต่างหากจากรถไฟฟ้ามหานคร เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2555 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีการลงนามสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร ระหว่างบริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี และบริษัทกรุงเทพธนาคม วิสาหกิจของกทม.
ในการจ้างเดินรถไฟฟ้าในเส้นทางส่วนต่อขยาย คือสถานีอ่อนนุช-แบริ่ง และสายสีลม จากสถานีสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่ ระยะเวลา 30 ปี และในอนาคตจะครอบคลุมถึงสถานีบางหว้า ซึ่งวันที่ 5 ธันวาคม จะเปิดได้ 2 สถานี เป็นการว่าจ้างเดินรถในเส้นทางปกติภายหลังหมดสัญญาสัมปทานกับบีทีเอสซีไปอีก 13 ปี จากที่เหลือระยะเวลาในสัญญาสัมปทาน 17 ปี และสัญญาว่าจ้างเดินรถจะสิ้นสุดพร้อมกันในทุกเส้นทางปี 2585 ฝ่ายพรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเอาผิดสัญญาฉบับนี้ เนื่องจากสัญญาอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย รถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดขึ้นจากการอนุมัติในสมัย พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. โดยเริ่มสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรในกทม. ในปี 2532 จากนั้นในวันที่ 9 เม.ย.2535 กทม.ลงนามสัญญาสัมปทานโครงการพัฒนารถไฟฟ้าขนส่งมวลชนกับบริษัทบีทีเอสซี ของนายคีรี กาญจนพาสน์ อนุมัติสัมปทานการก่อสร้างและจัดการเดินรถ ในครั้งแรกกำหนดให้สร้างอู่ซ่อมบำรุงบริเวณพื้นที่สวนลุมพินี แต่เมื่อถูกประท้วงจึงย้ายสถานที่ก่อสร้าง อู่ซ่อมบำรุงไปใช้ที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นที่ทำการและสถานีขนส่งสายเหนือเดิม (สถานีหมอชิต) ใกล้กับสวนจตุจักร ในช่วงแรกก่อนเปิดทำการ รถไฟฟ้าสายนี้ใช้ชื่อว่า รถไฟฟ้าธนายง ตามชื่อบริษัทที่ได้รับสัมปทาน สถิติการให้บริการสูงขึ้นเรื่อยๆ ณ วันที่ 5 ธ.ค.2551 ซึ่งเปิดบริการมาครบ 9 ปี สูงที่ 972,034,298 เที่ยว เฉลี่ยวันทำการ 424,369 คนต่อวัน จากนั้นเดือนมี.ค.2554 มีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้าเฉลี่ยในวันทำการสร้างสถิติใหม่สูงสุดเท่ากับ 509,106 เที่ยวคน ผลดำเนินงานบริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในรอบบัญชีเม.ย. 2554 ถึงมี.ค.2555 มียอดผู้ใช้บริการทั้งสิ้น 176,028,556 เที่ยวคน เพิ่มขึ้นจากงวดปีที่ผ่านมา 21.24% เมื่อพิจารณาจากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น 18.26% เป็น 480,952 เที่ยวคน ที่ผ่านมารถไฟฟ้าบีทีเอสอยู่ในระหว่างการพิจารณาจากกระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ในการโอนย้ายกิจการรถไฟฟ้าทั้งหมดจากเดิมที่เป็นสัมปทานและทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร ไปเป็นทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แทน เนื่องจากกระทรวงคมนาคมเล็งเห็นว่า กทม.ไม่เหมาะสมที่จะดูแลโครงการใหญ่ๆ เพราะอาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ หากโอนย้ายกิจการไปให้รฟม. จะสะดวกต่อการเดินรถในส่วนต่อขยายของสายสุขุมวิท เพิ่มความสะดวกกับรัฐในการควบคุมค่าโดยสาร และการออกตั๋วร่วมที่จะไม่มีค่าแรกเข้า แต่สัญญาล่าสุดที่กทม.ทำกับบีทีเอสต่ออายุสัมปทานเป็น 30 ปีนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ระบุว่า จะทำให้กทม.มีรายได้ปีละประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยในระยะ 30 ปี กทม.จะมีรายได้ประมาณ 300,000 ล้านบาท ทั้งจะกำหนดค่าโดยสารได้เอง ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนมากที่สุด กลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีกเรื่อง หน้า 6--จบ-- ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod
|
||||


